วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี: สิ่งที่ต้องรู้ ใครควรฉีดบ้าง? และต้องฉีดกี่เข็ม?
ไวรัสตับอักเสบบีถือเป็นภัยเงียบที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย หลายคนอาจเป็นพาหะของโรคโดยไม่รู้ตัว และสามารถแพร่เชื้อสู่คนใกล้ชิดได้โดยไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้าง ภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ให้กับร่างกาย
บทความนี้ทาง บุญยินดีคลินิก ได้รวบรวมทุกคำตอบสำคัญเกี่ยวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เพื่อให้คุณเข้าใจและเตรียมพร้อมสร้างเกราะป้องกันให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก
ไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร และอันตรายแค่ไหน?
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Hepatitis B (HBV) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง
การติดต่อของเชื้อไวรัส
- การติดเชื้อที่พบบ่อย คือการถ่ายทอดจากมารดาที่ติดเชื้อสู่ทารก แต่ในปัจจุบันจดลดลงมาก เพราะการฉีดวัคซีนให้ทารกที่คลอดมาจะช่วยป้องกันได้เกือบร้อยละ 100 ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อถ้าติดจากมารดาและเกิดก่อน พ.ศ. 2535
- มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน ซึ่งไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อไวรัสเอดส์
- การสัก เจาะหูหรือการฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง
- การได้รับเลือด และส่วนประกอบของเลือดที่ไม่จำเป็น ก็อาจเป็นสาเหตุได้ แต่พบได้น้อยมากในการตรวจกรองของธนาคารเลือดในปัจจุบัน
- แต่จะไม่ติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มร่วมกัน การสัมผัสทั่วไป หรือการไอจาม
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิด มักจะไม่แสดงอาการ แต่จะกลายเป็น พาหะไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายและค่อยๆ ทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในระยะยาว ได้แก่ ตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็น มะเร็งตับ ได้ในที่สุด
ใครบ้างที่คือกลุ่มเสี่ยง และควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี?
จริงๆ แล้ว ทุกคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้:
- ทารกแรกเกิดทุกคน (เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ต้องได้รับ)
- เด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
- ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรืออาศัยในบ้านเดียวกับผู้ที่เป็นพาหะของโรค
- บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องทำการฟอกไต
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือมีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคสูง
หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือไม่ สามารถเข้ารับการ ตรวจภูมิคุ้มกัน ผ่านการเจาะเลือดก่อนตัดสินใจฉีดได้
หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะมีอาการอย่างไร?
ในกรณีตับอักเสบเฉียบพลันซึ่งพบในเด็กโต, ผู้ใหญ่ อาจมีอาการ
- อ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด
- คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
- จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับโต
- ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง
อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นในเวลา 2 – 3 สัปดาห์ และร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบบีออกไปพร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก ผู้ป่วยร้อยละ 1 – 5 อาจโชคไม่ดีไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ เกิดการติดเชื้อเรื้อรังโดยเฉพาะหากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการอักเสบร่วมด้วย ซึ่งหากมีการอักเสบตลอดเวลาจะทำให้มีการตายของเซลล์ตับ เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้นจนเป็นตับแข็งในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลายเป็นมะเร็งตับซ้ำเดิม ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังมักไม่มีอาการแม้จะมีตับเสียหายมากและกรณีนี้จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค
ต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีนหรือไม่?
ในทารกไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน แต่ในผู้ใหญ่ควรตรวจเลือดก่อน เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อหรืออาจมีภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว โดยตรวจ HBsAg ว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ และตรวจ anti-HBs ว่ามีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ โดยต้องมีระดับของภูมิต้านทานมากกว่า 10 ยูนิต/มล.
ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (ต้องฉีดกี่เข็ม?)
โปรแกรมการฉีดวัคซีนจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ดังนี้
สำหรับเด็กแรกเกิด
ตามโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานของประเทศไทย เด็กจะได้รับวัคซีนทั้งหมด 3 เข็ม ในช่วงอายุ:
เข็มที่ 1: ทันทีหลังคลอด (ภายใน 24 ชั่วโมง)
เข็มที่ 2: อายุ 1-2 เดือน
เข็มที่ 3: อายุ 6 เดือน
สำหรับผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
จะต้องฉีดวัคซีนทั้งหมด 3 เข็มเช่นกัน โดยมีระยะห่างดังนี้:
เข็มที่ 1: วันที่เข้ารับการฉีด
เข็มที่ 2: 1 เดือน หลังจากฉีดเข็มแรก
เข็มที่ 3: 6 เดือน หลังจากฉีดเข็มแรก
ในบางกรณีสำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือกลุ่มเสี่ยงสูงบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณาให้ ฉีดกระตุ้น เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้สูงเพียงพอต่อการป้องกันโรคในระยะยาว
ผลข้างเคียงของวัคซีน และการเตรียมตัว
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 1-2 วัน เช่น:
อาการปวด บวม แดง หรือคัน บริเวณที่ฉีด
มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลีย
สำหรับการเตรียมตัวก่อนฉีดนั้นไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลหากมีประวัติการแพ้ยา แพ้วัคซีน หรือกำลังตั้งครรภ์
ต้องตรวจเลือดซ้ำเพื่อดูภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีนครบหรือไม่?
เมื่อฉีดวัคซีนครบ 3 เข็ม โดยทั่วไปมักจะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นร้อยละ 95 จึงไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดซ้ำ เพื่อดูว่ามีภูมิต้านทานหรือไม่ ยกเว้นในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงควรตรวจดูระดับของภูมิต้านทาน 1-2 เดือน หลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 3
จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหรือไม่?
ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนครบจะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลามากกว่า 1 ใน 3 อาจมีภูมิตกลงจนตรวจไม่พบ แต่ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นอย่างรวดเร็ว หากได้รับเชื้อจึงไม่มีความจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก ยกเว้นในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดหรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
“การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ ที่บุญยินดีคลินิก เรามีบริการวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีพร้อมให้คำปรึกษาโดยแพทย์ สามารถ [ติดต่อเรา] เพื่อนัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้”